poet

ผมรู้สึกเครียดกับภาวะการเมืองในประเทศอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  นับตั้งแต่หลังรัฐประหาร19กันยา49  ซึ่งคิดว่าทุกอย่างมันน่าจะสงบเหมือนๆพฤษภาทมิฬ    แต่ทุกอย่างมันผิดคาดจากเดิมที่ผมไม่ได้เลือกข้างใครกลายเป็นว่าผมเริ่มเป็นฝ่ายสีแดงมากขึ้นๆทุกวัน  ครุ่นคิดแต่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามรู้สึกชิงชังคนที่เป็นอีกฝ่ายแม้จะแค่สงสัย   ไฟโทสะเปลี่ยนเป็นโมหะอย่ารวดเร็วจนหลงติดอยู่ในห้วงการคิดร้ายตลอด  แต่ยังโชคดีที่ผมยังพอมีบุญเก่าอยู่บ้างจึงฉุกคิดขึ้นได้ว่า  ในเมื่อทุกข์ก็จงหาวิธีดับทุกข์   พระพุทธองค์แนะนำว่าให้ทำลายความโกรธด้วยความเศร้า  ผมจึงพยายามนึกถึงความเสียหายถ้าตัวเองทำเรื่องที่แย่ขึ้นมาจึงพอจะเรียกสติกลับมาได้และเริ่มพิจารณาเรื่องราวอีกทีว่าตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น   

อ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ เคยให้สัมภาษณ์ในรายการดิไอค่อนเมื่อปีกลายไว้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์  เพราะการเมืองคือกระบวนการแบ่งบันทรัพยากรแก่สมาชิกในสังคมดังนั้นมันจึงเป็นปกติธรรมดาของสังคม     เหตุการบ้างเมืองทุกวันนี้ก็เนื่องมาจากการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัวของคนสองกลุ่มเท่านั้น     เพียงแต่ที่มันดูลุกลามบานปลายแบบนี้ก็เพราะไม่มีการเจรจาหรือพูดคุยกันตรงๆว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไรกัน   แล้วที่ไม่สามารถคุยกันได้เพราะต่างฝ่ายต่างถือทิฐิมานะไม่ยอมให้กันเลยยิ่งโหมอารมณ์ใส่กันแถมยังชักนำเอาคนที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับตัวเองเข้ามาพัวพันไปด้วยจะเรียกว่าหาพวกเข้าข่มกันก็ได้    แล้วทำไมจึงไม่สามารถระงับเหตุการที่เกิดจากเงื่อนไขเหล่านี้ได้    นั่นก็เป็นเพราะกลไกทางสังคมกำลังผลักดันให้เกิดการสร้างสมดุลย์โดยแรงขับจากสัญชาตญาณดิบซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติ   ก็ในเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่องธรรมชาติจะผลักให้เกิดการทำลายล้างอีกฝ่ายแล้วฝ่ายที่เหลืออยู่มากกว่าก็จะกำหนดกติกาขึ้นใหม่    ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะมันมีตัวอย่างมานักต่อนัก  การลุกฮือของชาวนาเพื่อต่อต้านรัฐบาลมีทุกประเทศถึงขั้นล้มล้างระบอบการปกครองก็มีเยอะ   ประเทศเก่าแก่ในเอเชียในยามที่เกิดสูญญากาศทางอำนาจทีไรต้องแบ่งก๊กรบกันทุกครั้งไป   บทเรียนเหล่านี้ทำให้สังคมพยายามหาวิธีไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆด้วยระบบสภา    ทว่าการเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มที่มีตัวแทนน้อยกว่าหรือมีสถานภาพทางสังคมด้อยกว่ามักจะถูกกระทำบ่อย    จึงยากที่จะหาข้อยุติในแต่ละปัญหาเพราะฝ่ายที่เสียผลประโยชน์ไม่มีทางออกจึงดื้อหัวชนฝา    หากจะอธิบายปรากฏการณ์เพิกเฉยต่อเสียงส่วนน้อยหรือเสียงที่ด้อยสถานะก็พอจะอธิบายได้ว่า   นั่นเป็นเพราะสมาชิกในสังคมไม่ยอมรับคุณค่าของตัวเอง   เมื่อไม่เชื่อมั่นในตัวเองก็มักจะไม่เชื่อมั่นในผู้อื่นด้วยและมักจะลงเอยด้วยการอิงอาศัยพรรคพวกในการผลักดันความต้องการของตัวเอง   แลเมื่อใดที่กลุ่มก้อนของตนกำลังจะแตกสลายก็ย่อมจะพยายามรักษาไว้อย่างหนักหน่วงโดยไม่คำนึงถึงวิธีการเพราะตัวเองไม่คิดว่าจะมีทางเลือกอื่นที่จะรักษาอำนาจการต่อรองนอกจากกลุ่มก้อนของตน    การที่จะทำให้สมาชิกในสังคมตระหนักถึงคุณค่าของตนได้นั้นเป็นเรื่องซับซ้อนและต้องอาศัยเวลาเพราะเป็นสิ่งที่สะสมมานานในวัฒนธรรมเอเชียหรือที่เรียกว่าระบบอุปถัมป์    

ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเกิดมาเป็นคนเลว  แต่หลายเหตุปัจจัยที่ทำให้คนเลี่ยงที่จะทำเลวไม่ได้แม้ว่าจะมีเจตนาดีหรือไม่ก็ตาม  การต่อสู้ทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินควบคู่กับการมีอยู่ของคนในรัฐไทยต่อไปไม่ว่าจะสู้กันด้วยกำลังหรือตรรกะ  แต่จะได้สิ่งที่ตนควรจะได้หรือไม่นั้นต้องถามตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่ายังขาดอะไร บกพร่องตรงไหน ต้องการความช่วยเหลืออย่างไร     เพราะตราบใดที่ยังตั้งคำถามไม่ถูกก็คงต้องรับคำตอบที่ผิดไปตลอด 

คุณเป็น" คนดี " รึเปล่า

posted on 16 Sep 2007 22:58 by jimmoo  in poet

คุณเคยเกลียดใครอย่างสุดๆบ้างรึเปล่า คุณเคยคิดจองเวรกับใครบ้างรึ

เปล่า แรงอาฆาตของเรานั้นเหมือนกับเปลวไฟร้อนระอุและเต็มไปด้วยควัน

แห่งความหลง มันแผดเผาทรมานตัวเราเสียจนอยากให้คนที่เราชังนั้น

มอดไหม้ไปพร้อมเรา ในสภาวะที่ความพยาบาทครอบงำเราอยู่นั้น จิตใจ

ของเราก็เต็มไปด้วยทิฐิอย่างแรงกล้าที่พุ่งเป้าชี้ความผิดลงไปยังคู่กรณีอย่าง

ไม่ลืมหูลืมตาและควันแห่งโมหะก็บดบังสติปัญญาของเราจนมองไม่เห็น

ความจริงที่ว่า" ปัญหาที่เกิดแก่เรา ล้วนมีเราเป็นต้นเหตุด้วยไซร้ " เมื่อ

เวลาผ่านไปจิตใจของเราเย็นลงจึงพอจะเริ่มมองเห็นเค้าลางของความผิด

พลาดของตน ในคราวที่เราเกิดปัญหานั้นเรามักจะโทษใครต่อใครที่ทำ

ให้เกิดเรื่องอันไม่พึงใจแก่เรา แต่เราเองเคยคิดไหมว่าเรื่องราวที่ทำให้เรา

เดือดร้อนล้วนมาจากความเลินเล่อของตัวเอง เราอาจมองไม่เห็นข้อ

บกพร่องเหล่านี้เพราะเราไม่เคยที่จะมองกลับมาที่ตัวเองและการที่ยึดมุมมอง

ของตนเป็นที่ตั้งย่อมทำให้ไม่เห็นเหลี่ยมด้านของปัญหาต่างๆ ความ

ประมาททีละเล็กละน้อยทำให้เกิดข้อผิดพลาดสะสมในชีวิตเรา ซึ่งรอวันจะ

ปรากฎออกมาในโอกาสที่เหมาะสม ในชีวิตประจำวันของเรา เราเคย

สำรวจหรือไม่ว่าเราได้ละเลยคุณธรรมข้อใดไปมั่ง ตั้งแต่ตื่นจนถึงเวลา

นอน เราเคยคิดเบียดเบียนใครบ้างไหม เหตุที่ควรทำเช่นนี้เพราะเรามัก

จะได้รับการตอกย้ำถึงการรักษาสิทธิของตนแต่เราอาจจะลืมเลือนถึงสิทธิ

ของคนอื่น เมื่อใดที่เราล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นโดยที่เราจงใจหรือไม่จง

ใจนั้นเรามักจะคิดถึงความสะดวกแห่งตนไว้เป็นเบื้องต้นและมักปลอบใจใน

ความละอายของเราว่า "เราทำในสิ่งที่สมควร(สำหรับเรา)" และด้วยการ

เห็นแก่ประโยชน์เล็กๆน้อยๆนี้จะนำพาความยุ่งยากมาถึงเราในวันข้างหน้า

เปรียบเหมือนการไม่ทำความสะอาดบ้านเพียงไม่กี่วันก็จะกลายเป็นทั้งเดือน

แล้วความสกปรกก็จะเป็นนิสัยของเราภายในหนึ่งปี อย่างน้อยเราควรจะตั้ง

คำถามกับตัวเองบ้างว่า เราเป็น"คนดี"จริงหรือเปล่า การกระทำของเราไม่

ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นหรือเปล่า เราชอบแก้ตัวว่าไม่เดือดร้อนใคร

แต่สิ่งที่เราทำนั้นสังคมยอมรับได้หรือเปล่า เพราะบางเรื่องก็อยู่ที่ความ

เหมาะสม หากสังคมของไม่พึงใจในทีสุดเราก็จะเป็นทุกข์เมื่อเราเริ่มต่อต้าน

สังคมและจะกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาชาวบ้านไปในที่สุด ตัวเราต้องรู้จัก

อดทนไม่ใช่ทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์ก่นด่าแต่ต้องทนต่อความอยากของตัว

เองให้ได้ เราไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนอื่นได้แต่เราเปลี่ยนความ

คิดตัวเองได้ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้คนรอบข้างเป็นศัตรูกับเราบางทีการ

ที่เรารู้สึกว่าไปที่ไหนก็มีแต่คนไม่ชอบเราก็ให้พึงสำรวจเองทันทีเลย

ว่า" คุณเป็น คนดี รึเปล่า "

free counters