การเมืองเรื่องของผลประโยชน์
posted on 26 Oct 2008 00:47 by jimmoo in poetผมรู้สึกเครียดกับภาวะการเมืองในประเทศอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นับตั้งแต่หลังรัฐประหาร19กันยา49 ซึ่งคิดว่าทุกอย่างมันน่าจะสงบเหมือนๆพฤษภาทมิฬ แต่ทุกอย่างมันผิดคาดจากเดิมที่ผมไม่ได้เลือกข้างใครกลายเป็นว่าผมเริ่มเป็นฝ่ายสีแดงมากขึ้นๆทุกวัน ครุ่นคิดแต่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามรู้สึกชิงชังคนที่เป็นอีกฝ่ายแม้จะแค่สงสัย ไฟโทสะเปลี่ยนเป็นโมหะอย่ารวดเร็วจนหลงติดอยู่ในห้วงการคิดร้ายตลอด แต่ยังโชคดีที่ผมยังพอมีบุญเก่าอยู่บ้างจึงฉุกคิดขึ้นได้ว่า ในเมื่อทุกข์ก็จงหาวิธีดับทุกข์ พระพุทธองค์แนะนำว่าให้ทำลายความโกรธด้วยความเศร้า ผมจึงพยายามนึกถึงความเสียหายถ้าตัวเองทำเรื่องที่แย่ขึ้นมาจึงพอจะเรียกสติกลับมาได้และเริ่มพิจารณาเรื่องราวอีกทีว่าตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น
อ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ เคยให้สัมภาษณ์ในรายการดิไอค่อนเมื่อปีกลายไว้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ เพราะการเมืองคือกระบวนการแบ่งบันทรัพยากรแก่สมาชิกในสังคมดังนั้นมันจึงเป็นปกติธรรมดาของสังคม เหตุการบ้างเมืองทุกวันนี้ก็เนื่องมาจากการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัวของคนสองกลุ่มเท่านั้น เพียงแต่ที่มันดูลุกลามบานปลายแบบนี้ก็เพราะไม่มีการเจรจาหรือพูดคุยกันตรงๆว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไรกัน แล้วที่ไม่สามารถคุยกันได้เพราะต่างฝ่ายต่างถือทิฐิมานะไม่ยอมให้กันเลยยิ่งโหมอารมณ์ใส่กันแถมยังชักนำเอาคนที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับตัวเองเข้ามาพัวพันไปด้วยจะเรียกว่าหาพวกเข้าข่มกันก็ได้ แล้วทำไมจึงไม่สามารถระงับเหตุการที่เกิดจากเงื่อนไขเหล่านี้ได้ นั่นก็เป็นเพราะกลไกทางสังคมกำลังผลักดันให้เกิดการสร้างสมดุลย์โดยแรงขับจากสัญชาตญาณดิบซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติ ก็ในเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่องธรรมชาติจะผลักให้เกิดการทำลายล้างอีกฝ่ายแล้วฝ่ายที่เหลืออยู่มากกว่าก็จะกำหนดกติกาขึ้นใหม่ ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะมันมีตัวอย่างมานักต่อนัก การลุกฮือของชาวนาเพื่อต่อต้านรัฐบาลมีทุกประเทศถึงขั้นล้มล้างระบอบการปกครองก็มีเยอะ ประเทศเก่าแก่ในเอเชียในยามที่เกิดสูญญากาศทางอำนาจทีไรต้องแบ่งก๊กรบกันทุกครั้งไป บทเรียนเหล่านี้ทำให้สังคมพยายามหาวิธีไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆด้วยระบบสภา ทว่าการเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มที่มีตัวแทนน้อยกว่าหรือมีสถานภาพทางสังคมด้อยกว่ามักจะถูกกระทำบ่อย จึงยากที่จะหาข้อยุติในแต่ละปัญหาเพราะฝ่ายที่เสียผลประโยชน์ไม่มีทางออกจึงดื้อหัวชนฝา หากจะอธิบายปรากฏการณ์เพิกเฉยต่อเสียงส่วนน้อยหรือเสียงที่ด้อยสถานะก็พอจะอธิบายได้ว่า นั่นเป็นเพราะสมาชิกในสังคมไม่ยอมรับคุณค่าของตัวเอง เมื่อไม่เชื่อมั่นในตัวเองก็มักจะไม่เชื่อมั่นในผู้อื่นด้วยและมักจะลงเอยด้วยการอิงอาศัยพรรคพวกในการผลักดันความต้องการของตัวเอง แลเมื่อใดที่กลุ่มก้อนของตนกำลังจะแตกสลายก็ย่อมจะพยายามรักษาไว้อย่างหนักหน่วงโดยไม่คำนึงถึงวิธีการเพราะตัวเองไม่คิดว่าจะมีทางเลือกอื่นที่จะรักษาอำนาจการต่อรองนอกจากกลุ่มก้อนของตน การที่จะทำให้สมาชิกในสังคมตระหนักถึงคุณค่าของตนได้นั้นเป็นเรื่องซับซ้อนและต้องอาศัยเวลาเพราะเป็นสิ่งที่สะสมมานานในวัฒนธรรมเอเชียหรือที่เรียกว่าระบบอุปถัมป์
ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเกิดมาเป็นคนเลว แต่หลายเหตุปัจจัยที่ทำให้คนเลี่ยงที่จะทำเลวไม่ได้แม้ว่าจะมีเจตนาดีหรือไม่ก็ตาม การต่อสู้ทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินควบคู่กับการมีอยู่ของคนในรัฐไทยต่อไปไม่ว่าจะสู้กันด้วยกำลังหรือตรรกะ แต่จะได้สิ่งที่ตนควรจะได้หรือไม่นั้นต้องถามตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่ายังขาดอะไร บกพร่องตรงไหน ต้องการความช่วยเหลืออย่างไร เพราะตราบใดที่ยังตั้งคำถามไม่ถูกก็คงต้องรับคำตอบที่ผิดไปตลอด