เรื่องความเป็นไทยในการ์ตูนที่เขียนโดยนักเขียนรุ่นใหม่มักเป็นประเด็นให้โต้เถียงกันเสมอ ทั้งในหมู่นักเขียนและบุคคลภายนอกที่วิพากษ์การ์ตูนที่นักเขียนรุ่นใหม่เขียน ซึ่งเราอาจแยกประเด็นออกได้สองมุมมอง คือ มุมมองของนักเขียนด้วยกันและมุมมองของบุคคลภายนอก

โดยมุมมองของนักเขียนด้วยกันมักจะกล่าวถึงเทคนิคทางภาพเช่นเรื่องลายเส้น โดยจะมีทัศนะที่ว่าลายเส้นแบบสมจริงจะดูเป็นการ์ตูนไทย( ลายเส้นแบบนักเขียนรุ่นเก่า อาทิ ราชเลอสรวง จุก เบี้ยวสกุล) หรือลายเส้นแบบการ์ตูนล้อขำขันเพราะลายเส้นของนักเขียนรุ่นใหม่นั้นรับอิทธิพลมาจากมังงะที่นิยมวาดตาโตจึงเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริงก็มี มังงะหลายเรื่องที่เขียนแบบสมจริงแต่ก็ยังดูเป็นมังงะ ดังนั้นประเด็นจริงถูกเบี่ยงเบนไปในเรื่องการพยายามเขียนเนื้อเรื่องที่เป็นการย้อนยุค เพราะจะสามารถถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านการแต่งกายและบรรยากาศของตัวละครหรือการออกแบบตัวละครโดยมีการตกแต่งด้วยลายไทยลงไปเพื่อให้ความเป็นไทยชัดเจนขึ้นและเทคนิคทางเรื่อง เช่นการแต่งเรื่องที่เป็นยุคปัจจุบันเพื่อแสดงสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศในประเทศ ทั้งนี้อาจจะเป็นการจงใจทำหรือด้วยเนื้อเรื่องก็ตามก็ล้วนเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ที่จะแสดงอัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ของงานและสิ่งที่เป็นแรงจุงใจในการพยายามใส่สัญลักษณ์ความเป็นไทยลงในงานก็สืบเนื่องมาจากมุมมมองของบุคคลภายนอกวงการนั่นเองที่อยากเห็นผลงานของนักเขียนรุ่นใหม่ดูมีเอกลักษณ์แตกต่างจากการ์ตูนชาติอื่น

ส่วนมุมมองของบุคคลภายนอกนั้นส่วนใหญ่มักไม่ใช่คนที่อ่านการ์ตูนมังงะซึ่งจะออกความเห็นในแง่ที่ลายเส้นของนักเขียนรุ่นใหม่ดูเป็นมังงะหรือการ์ตูนญี่ปุ่นและมักเสนอความคิดให้พวกนักเขียนรุ่นใหม่เขียนงานให้ดูเป็นลายเส้นแบบไทย ทั้งนี้ลายเส้นแบบไทยหรือการ์ตูนไทยในความคิดของคนกลุ่มนี้คือ ลายเส้นแบบสมจริงและแบบการ์ตูนล้อเลียน ขำขัน ถึงแม้จะเป็นกลุ่มที่ไม่อ่านมังงะแต่ก็มีอิทธิพลต่อนักเขียนรุ่นใหม่เพราะคนกลุ่มนี้คือคนที่ถูกเรียกว่าผู้ใหญ่บางรายก็เป็นบรรณาธิการก็มี

การตอบสนองของนักเขียนรุ่นใหม่ต่อทัศนะนี้ก็มีหลายแบบ บ้างก็ไม่พอใจเพราะไม่สามารถอธิบายให้คนกลุ่มนี้เข้าใจได้ว่าทำไมตนถึงพอใจที่วาดลายเส้นแบบนี้ซึ่งจริงๆแล้วก็มีเหตุผลที่อธิบายได้ (เช่น ลายเส้นแบบมังงะเป็นที่นิยมในยุคนี้ถ้าไม่วาดแบบนี้ก็ขายงานยาก , การเขียนตาโตทำให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี แต่ที่น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดคือ จุดประสงคืในการเล่าเรื่อง เพราะลายเส้นแต่ละประเภทนั้นเหมาะกับแนวเรื่องเป็นแนวๆไป พูดง่ายๆก็คืออยู่ที่จุดประสงค์ของนักเขียนเพราะในเมื่อไม่ได้คิดจะเขียนการ์ตูนแก็ก ตลกโปกฮาจึงไม่วาดลายเส้นแบบการ์ตูนล้อเป็นต้น และอาจเป็นไปได้ว่ายังไม่มีงานลายเส้นแบบไทยดั้งเดิมที่เป็นที่ประทับใจพอสำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ให้อยากเอาอย่าง) การได้รับคำแนะนำให้ใส่ความเป็นไทยจากคนภายนอกก็ทำให้นักเขียนส่วนหนึ่งพยายามใส่ความเป็นไทยลงไปตามความเข้าใจของตน เช่นวาดลายไทยใส่ลงไปหรือการ์เขียนการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์การเอาวรรณคดีมาเขียน แต่ในความรู้สึกของผู้เขียนเองก็ยังรู้สึกว่ายังดูฝืนๆและไม่เป็นธรรมชาติเหมือนการ์ตูนตลกหรือแบบลายเส้นรุ่นเก่าแม้แต่ในวงการอนิเมชั่นและเกมเองก็พยายามค้นหาสิ่งเดียวกันอยู่ด้วยวิธีคล้ายๆกัน

ปัญหานี้มักไม่ใช่ปัญหาของนักเขียนโดยตรงเพราะส่วนใหญ่คนอ่านมังงะและมังงะที่คนไทยเขียนจะไม่คำนึงถึงอยู่แล้ว ขอเพียงแต่เขียนออกมาสนุกน่าติดตามก็พอ แต่ระดับสังคมภายนอกแล้วกลับเป็นเหตุให้มีการวิวาทะกันเป็นระยะ ในเวลาที่มีการจับกุมการ์ตูนลามกหรือร้านเกมที่เปิดเกินเวลา และมักจะมาลงเอยที่นักเขียนรุ่นใหม่ว่าทำไมไม่มีผลงานออกมาเพื่อทดแทนสิ่งที่พวกเขาคิดว่าไม่ดี ซึ่งคงจะต้องการให้การ์ตูนไทยออกมามีส่วนแบ่งตลาดจากการ์ตูนญี่ปุ่นบ้างซึ่งผู้เขียนเองในฐานะนักเขียนเองก็รู้ว่ายากแต่ก็พอมีทางเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับการจับทางการตลาดให้ถูกแต่ท้ายที่สุดบรรดาสื่อก็จะมาจับเรื่องเอกลักษณ์ความเป็นไทยในการ์ตูนที่นักเขียนรุ่นใหม่เขียนอยู่ดีดังนั้นอะไรล่ะที่เป็นเอกลักษณ์ไทยที่แท้จริง

จากการที่ผู้เขียนได้ศึกษาจากงานวิจัยและลงมือทดลองมา ก็ได้คีย์เวิร์ดสำคัญของ นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่คุณหมอได้อธิบายความเป็นมังงะของญี่ปุ่นในหนังสือ มังงะคลาสิค ของสำนักพิมพ์มติชน ว่าความเป้นมังงะไม่ได้อยู่ที่ลายเส้นแต่อยู่ในความเป็นญี่ปุ่นในตัวนักเขียนเอง ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจากศาสนาชินโต เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว ศิลปะของญี่ปุ่นเองก็รับอิทธิพลมาจากชินโตและศาสนาพุทธนิกายมหายานทั้งนั้น แล้วไทยเรามีพื้นฐานทางศิลปะวัฒนธรรมมาจากอะไร ซึ่งก็ตอบได้ไม่ยากเลย ว่า ศาสนาพุทธเถรวาท,ศาสนาพราหมณ์และความเชื่อท้องถิ่น เพราะวัดวาอาราม ลายไทย ประติมากรรมก็เป็นอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธทั้งสิ้น ส่วนที่เป็นแก่นของพุทธแบบเถรวาทที่คนไทยรู้ๆกันเช่น กฎแห่งกรรม เรื่องกิริยามารยาทของคนไทยที่ทั่วโลกชื่มชมก็เนื่องมาจาก ศาสนาพุทธนี่เอง แต่เราจะประยุกตร์เอาเรื่องศาสนาไปอยู่ในมังงะได้อย่างไรนี่คือสิ่งที่ต้องคิด

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เจ๋งๆ

#1 By **-** (124.121.37.74) on 2007-07-17 21:32

confused smile

#2 By (125.26.174.6) on 2007-10-18 10:39

การที่นักเขียนรุ่นใหม่เขียนการ์ตูนแบบมังงะมันก็ไม่ผิดตรงไหน เพียงแต่ขอให้ผู้อ่านมีความสุขก็พอ การเขียนการ์ตูนแบบมังงะก็สามารถเข้ากันกับการ์ตูนลายเส้นแบบไทยอย่างลงตัว และการเขียนการ์ตูนมังงะก็เป็นรายเส้นที่งายและเป็นเอกลักษณ์เฉพราะตัวของนักเขียนบางท่านbig smile

#3 By อดิศร... (203.113.62.4) on 2007-10-27 15:55

ทำไมถึงได้ว่ากันแบบน้าน ดีๆก็มีมากมายถมแถปายเจ้าค่าbig smile

#4 By sebin_เซบิน on 2007-11-23 17:53

สมัยอาจุก พี่(น้า)สกล อาราช เอาแบบมาจากฝรั่งครับ

#5 By w,j[v (124.121.112.147) on 2007-11-24 10:08

อีกอย่าง ลายเส้นแบบญี่ปุ๋นกลายเป็นลายเส้นสากลซะแล้วครับ ฝรั่งยังหันมาใช้เลย
ฉะนั้น ความเป็นไทยก็อยู่ที่เนื้อเรื่อง และรายละเอียดของพล็อบต่างๆครับ ส่วนลายเส้นก็แล้วแต่ความชอบของคนวาด ฝีมือพัฒนาได้เทคโนโลยีมันสูงขึ้น surprised smile

#6 By w,j[v (124.121.112.147) on 2007-11-24 10:15

ถ้าเคยอ่านขายหัวเราะขอให้ดูงานพี่ปุ๋ย แกวาดไม่สวยมากหรอก แต่ลายเส้นแกใช้แบบจากภาพวาดพื้นเมืองของล้านนาผสมกับญี่ปุ่นโบราณ แล้วผสมจินตนาการตัวเองเข้าไป ให้ดูงานที่วาดจากเรื่องของครูเหมนะครับ
เป็นลายเส้นที่เอามาพัฒนาต่อได้

#7 By w,j[v (124.121.112.147) on 2007-11-24 10:21

ถ้าไม่มีวัฒนธรรมอินเดีย-เขมร เข้าในเผ่าไทเราจะเป็นยังไงนะ? ....-_-....

#8 By คนอะไร (125.24.60.210) on 2008-11-11 18:18

อ้าวนี่บล็อคพี่จิมมี่หรือนี่ ข้าพเจ้าอัจจี้ค่ะ
ปล.ถ้าเข้าใจผิด ทักคนผิดขอโทดด้วยนะคะopen-mounthed smile

#9 By ajjitoon on 2009-07-12 00:20

free counters